การแบ่งประเภทสารฆ่าแมลง และสารฆ่าไรตามลักษณะการเข้าทำลาย Types of insecticides and acaricides according to the mode of actions

August 6th, 2010

sumatra-may06-6.jpg
         สารฆ่าแมลง (
Insecticide) และสารฆ่าไร (Acaricide) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชมีจำนวนมาก แต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกัน สารฆ่าแมลงบางชนิดสามารถใช้กำจัดไรศัตรูพืชได้ด้วย เช่น Amitraz (Mitac, EC mite) แต่โดยทั่วไปสารกำจัดไร ไม่สามารถใช้ในการป้องกันกำจัดแมลงได้ เช่น propargite, pyridaben, dicofol, fenbutatin oxide, tetradifon, fenpyroximate และ fenazaquin เป็นต้น ดังนั้นการใช้จึงจำเป็นต้องอ่านคำแนะนำในฉลากให้ดี ว่าสามารถใช้ได้ตรงกับชนิดของศัตรูพืชได้จริงๆ สารฆ่าแมลง และสารฆ่าไรแบ่งตามลักษณะการเข้าทำลายได้ดังนั้  
         
1. ประเภทถูกตัวตาย (contact poison) สารกลุ่มนี้ในขณะพ่นต้องพยายามพ่นให้ถูกตัวแมลงจึงจะได้ผล อย่างไรก็ตามฤทธิ์ตกค้างยังอยู่บนใบพืชเมื่อแมลงมาสัมผัสภายหลังก็ยังอาจทำให้แมลงตายได้  แมลงบางชนิดที่หลบซ่อนตัวอยู่ในใบที่ม้วนเมื่อได้กลิ่นเหม็นก็อาจจะคลานออกมาจากที่หลบซ่อนทำให้สัมผัสกับสารเคมีและตายได้ โดยเฉพาะสารไพรีทรอยด์สังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติเป็นสารไล่แมลง (repellent)
 
         
2. ประเภทกินตาย (stomach poison) สารเคมีบางชนิดเมื่อสัมผัสแมลงแล้วไม่ทำให้แมลงตาย  แมลงจะตายได้ก็ด้วยการกินเข้าไปเท่านั้น เช่นสารพวกยับยั้งการเจริญเติบโตของแมลง และพวกเชื้อแบคทีเรีย ก็จัดอยู่ในประเภทกินตายด้วยเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามสารฆ่าแมลงที่เรียกว่า สารน๊อคหนอนเช่นสารไพรีทรอยด์สังเคราะห์ มักมีคุณสมบัติทั้งถูกตัวตายและกินตาย แต่บางครั้งชาวบ้านอาจจะบอกว่าฉีดจนหนอนเปียกโชกแล้วหนอนก็ยังไม่ตาย  ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าการออกฤทธิ์ของสารเพียงถูกตัวตายอาจจะไม่รวดเร็วพอ  แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง หนอนก็จะมีโอกาสตายได้ ยิ่งถ้าหนอนได้กินใบพืชที่สารฆ่าแมลงติดอยู่บนใบเข้าไปด้วยโอกาสที่หนอนจะตายก็มีมากขึ้น  อย่างไรก็ตามหนอนบางชนิด เช่นหนอนใยผัก หนอนกระทู้หอม และหนอนเจาะสมอฝ้ายพบว่ามีการสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าแมลงได้รวดเร็ว จึงเป็นไปได้ว่าการใช้สารฆ่าแมลงแบบจำเจชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นประจำ หนอนอาจสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าแมลงชนิดนั้นๆ ทำให้การป้องกันกำจัดไม่ได้ผล  จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนสารฆ่าแมลงเป็นสารกลุ่มอื่นๆ เพื่อใช้สลับกัน อีกทั้งอาจจะต้องปรับอัตราการใช้ให้สูงขึ้น และพ่นสารให้ถี่ขึ้นด้วย ถ้าจำเป็น
         
3. ประเภทดูดซึม (systemic) สารเคมีกลุ่มนี้มีคุณสมบัติในการดูดซึมเข้าไปในต้นพืชโดยอาจเข้าไปทางราก ทางใบ กิ่ง ลำต้น หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของพืชที่สัมผัสกับสาร แล้วเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนต่างๆ โดยเฉพาะยอดอ่อนที่แตกใหม่ๆ สารดูดซึมมักมีเป้าหมายในการป้องกันกำจัดแมลงจำพวกปากดูด เช่นเพลี้ยอ่อน เพลี้ยจั๊กจั่น เพลี้ยไฟ เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยแป้ง และแมลงหวี่ขาว เป็นต้น สารอยู่ในประเภทดูดซึม ได้แก่สารส่วนใหญ่ในกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟต (Organophosphate), คาร์บาเมท (Carbamate), สารนีโอนิโคตินอยด์ (Neo-nicotinoid) เช่น อิมมิดาคลอปริด-imidacloprid (Confidor); ไดโนทีฟูราน-dinotefuran (Starkle); อะเซตามิพริด-acetamiprid (Molan); ไทอามีโธแซม-thiamethoxam (Actara); คลอไทอานิดิน-clothianidin (Dantosu)  สารนีโอนิโคตินอยด์ มีประสิทธิภาพในการกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลด้วย เป็นสารฆ่าแมลงกลุ่มหนึ่งซึ่งมีการเข้าทำลายแมลงที่ระบบประสาทส่วนกลางกลาง ทำให้แมลงเป็นอัมพาตและตายภายในสองสามชั่วโมง คล้ายกับสารนิโคตินซึ่งได้จากธรรมชาติ  แต่มีผลน้อยต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  อนึ่งสารไทอามีโธแซมมีสูตรโครงสร้างแตกต่างจากสารนีโอนิโคตินอยด์อื่นๆ เล็กน้อย  โดยมีการละลายน้ำสูง และสามารถดูดซึมในลำต้นพืชได้ทันที 
           
4. สารประเภทรมควัน (fumigant) สารเคมีกลุ่มนี้มีคุณสมบัติในการระเหยเป็นไอได้ดี โดยทั่วไปไม่สามารถนำมาฉีดพ่นได้  มักใช้ในโรงเก็บที่มีผ้าใบ หรือแผ่นพลาสติกคลุมมิดชิด เช่นเมทธิลโบร์ไมด์-Methyl bromide, อะลูมิเนียมฟอสไฟด์-Aluminium phosphide และแมกนีเซียมฟอสไฟด์-magnesium phosphide เป็นต้น_______________________________
แบ่งปันข้อมูลจาก: หนังสือโรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญ พิมพ์ครั้งที่ 3  http://www.malaeng.com/blog/?p=8535


Comments are closed.

Hosting

Hosting