Category Archives: Coleoptera-Lucanidae ด้วงเขี้ยวกาง ด้วงคีม Stag Beetles

The Mae Khachan Red Neo-stag Beetle, Neolucanus nitidus maekajanensis, unusual breeding ด้วงคีมนีโอแดงแม่ขะจาน แมลงเฉพาะถิ่นของแม่ขะจาน จังหวัดเชียงราย กับการจับคู่สาม

n-nitidus-marching.jpgneolucanus-nitidus1.jpgneolucanus-nitidus2.jpg
Neolucanus nitidus maekajanensis
Ichikawa & Fujita, 1987
      
Black and resinous-red above the elytra. Male, canthus is slightly rounded in front of the eye, not prominent; mandibles in large developed male each with a sharp erect tooth near the end, pointed upwards; pronotum broad with lateral angle blunt and hind angle sharp; elytra rather broad, oval shaped. Female, mandibles are short. Length, male 36-50 mm, female 40-41 mm. Distribution: Confined to N. Thailand especially at Tambon Mae Khachan, Amphor Wiang Pa Pao, Chiang Rai where the subspecific name comes from. The flying season is mainly in September, very little known about the biology of young stages. So, it is a challenging work to breed and rear this beetle. A number of them have been collected for captive breeding and rearing at Siam Insect Zoo and in Bangkok now. The males are no so aggressive so, I put two pairs of them in one breeding case. They live well and I saw three of them in marching at one night while the other female was left watching. If she could shout I think she would.
       
ด้วงคีมนีโอแดงแม่ขะจาน หรือแด้วงคีมนีโอแดงใหญ่ เป็นด้วงคีมสีดำ ปีกแข็งคู่หน้ามีสีแดงยางไม้จนถึงแดงเข้ม เพศผู้มีขอบข้างตาด้านหน้าค่อนข้างโค้งกลม เพศผู้ขนาดใหญ่มีคีมปากขนาดใหญ่ที่ส่วนปลายมีหนามแหลมตั้งขึ้น สันหลังอกด้านข้างกว้างเป็นมุมมนตรงกลาง และมุมหักที่ด้านหลัง ปีกค่อนข้างกว้างเป็นรูปไข่ เพศเมียคล้ายเพศผู้แต่มีฟันสั้นซี่เดียว ขนาดเพศผู้ 36-50 มิลลิ้มตร เพศเมีย 40-41 มิลลิเมตร เขตแพร่กระจายพบเฉพาะทางเหนือของไทยโดยเฉพาะที่ตำบลแม่ขะจาน อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงใหม่ โดยชื่อชนิดย่อยได้ใช้ตามชื่อตำบลแม่ขะจาน เพิ่งตั้งขึ้นเมื่อ 22 ปีที่ผ่านมานี้เอง ด้วงชนิดนี้พบมากในเดือนกันยายน โดยช่วงนี้มีด้วงชนิดนี้ออกบินมากพอสมควร อย่างไรก็ตามชีวิตในระยะตัวอ่อนยังมีการศึกษากันน้อยมาก จึงเป็นงานท้าทายสำหรับการเพาะเลี้ยงด้วงคีมชนิดนี้ สวนสัตว์แมลงสยามกำลังดำเนินงานอยู่ในขณะนี้ ผู้เขียนได้เลี้ยงอยู่ที่กรุงเทพฯ 2 คู่โดยใส่รวมกันในตู้ผสมพันธุ์และวางไข่ เนื่องจากเพศผู้มีนิสัยไม่กร้าวร้าว คืนหนึ่งที่ผ่านมาพบว่าตัวผู้สองตัวเกาะติดอยู่ที่ด้านหลังตัวเมียเหมือนเดินพาเรด ปล่อยให้ตัวเมียอีกตัวที่เหลือยืนงงอยู่ข้างๆ เป็นภาพธรรมชาติที่น่าสนใจ
back to checkilist of Lucanidae

Old-sculptured stag beetles, Aegus chelifer, a male emerged within 9 days in pupal stage. ด้วงคีมร่องเก่า พบทั่วไป แม้ในกรุงเทพฯ ตัวเต็มวัยออกจากดักแด้แล้วในเวลาเพียง 9 วัน

aegus-cheliferl3n.jpga-chelifer-prep-1.jpgaegus-cheliferpm1.jpgaegus-cheliferpm2.jpga-cheliferm2.jpgaegus-chelifer-m.jpgaegus-chelifer-f-kpb-450.jpg
aegus-chelifermix1.jpgaegus-chelifermix2.jpgaegus-chelifermix3.jpg
Aegus chelifer chelifer
(MacLeay, 1819) 
      Ma
le, head bears a pair of tubercles in the middle front; lateral margins behind the eyes rounded; mandibles strongly curved horizontally, with a blunt basal tooth and a sharp middle tooth at the inner edge; pronotum slight shining; elytra deeply grooved longitudinally, rather shining. Female is oval shaped; head and pronotum strongly rugosely punctured; mandible bearing a pair of small teeth near the middle edge; elytra closely sculptured and dull. Length male 25-37 mm, female 20 mm. Distribution: India, Bangladesh, Myanmar, Laos, Cambodia, Vietnam, Thailand (Wiang Pa Pao, Chiang Dao, Hang Dong, Bangkok). It is a small common stag beetle which can find in small gardens even in Bangkok. It is good to start breeding and rearing such a common beetle for the beginners. I found many of these white grubs including pupae and adults at the rotten wood inside Kasetsart University today as shown in the lower set of images.  
       
ด้วงคีมร่องเก่า แม้ชื่อจะบอกว่าแมลงดูเก่า แต่ลวดลายบนหลังของตัวเมียค่อนข้างจะเป็นศิลปะที่ไม่เหมือนใคร เพศผู้มีสันนูนๆ อยู่ด้านหน้าสุดของหัวตรงส่วนกลาง ปากมีเขี้ยวโค้งยาวในแนวระนาบ มีเขี้ยวทู่ๆ ที่ฐานและกึ่งกลางด้านในของเขี้ยว สันหลังอกมันสะท้อนแสง ร่องปีกค่อนข้างลึกตามแนวยาว พบทั่วไปตั้งแต่เหนือจรดใต้ และพบในสวนสาธารณะในกรุงเทพฯ ด้วย คนที่สนใจอยากลองเลี้ยงด้วงอาจพอหาได้ ชอบบินมาเล่นไฟฟ้าในเวลากลางคืนด้วย ด้วงตัวเมียที่ผ่านการผสมพันธุ์แล้วเลือกวางไข่ในขอนไม้ผุ หนอนที่ฟักออกจากไข่จะกัดกินอยู่ภายใน สามารถนำมาเลี้ยงรวมกันได้ในไม้บดที่มีความชื้นเส็กน้อย หนอนวัย 3 (L3) มีหัวกะโหลกกว้างประมาณ 5-6 มิลลิเมตร ลำตัวยาว 40-50 มิลลิเมตร ระยะตั้งแต่วางไข่จนถึงตัวเต็มวัยใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือนเท่านั้น จัดเป็นหนอนด้วงคีมขนาดเล็กที่หาง่าย เลี้ยงง่ายชนิดหนึ่งที่เรียกได้ว่าจิ๋วแต่แจ๋ว
       เช้าวันนี้ผมได้ไปเดินออกกำลังกายใน ม. เกษตรฯ ใกล้สนามกีฬากลาง หลังศูนย์วัฒนธรรมซึ่งติดกับถนนวิถภาวดี-รังสิต พบว่ามีขอนไม้ที่ตัดแล้ววางไว้เพื่อใช้เป็นขอนสำหรับนั่ง แต่เนื่องจากเวลาผ่านไปนานหลายปี ขอนเหล่านี้ผุและขอนไหนเบามากมีหนอนด้วงคีมร่องเก่า รวมทั้งดักแด้และตัวเต็มวัยด้วยจำนวนมาก ใครอยากลองเลี้ยงก็ใช้วิธีหาหนอนตามขอนไม้ผุได้ไม่ยากแม้ในกรุงเทพฯ (ภาพเล็กเพิ่งถ่ายจาก ม.เกษตรฯ)
ขอขอบคุณ คุณภูมิถัทร์ อุทิตานนท์ ที่มอบหนอนตัวน้อยๆ ให้ไว้ให้เลี้ยงต่อเพื่อถ่ายภาพก่อนหน้านี้หลายตัว
        ใครมือยาวสาวได้สาวเอา โดยเฉพาะสิงห์ปืนไว หลังจากที่ผู้เขียนชี้โพรงให้กระรอก ก็มีคนตามไปดู ไปเก็บด้วงคีมร่องเก่ากันหลายคน แต่เนื่องจากมีขอนไม้ที่ตัดวางทิ้งไว้จำนวนหลายสิบขอน จึงยังมีหนอนและด้วงหลงเหลืออยู่ เพียงแต่ขอร้องว่าอย่าเงะเอาไปหมดปล่อยให้คนที่ไปทีหลัง หรือมือใหม่ได้ลองหาเอาไปเลี้ยงศึกษาดูบ้าง เชื่อว่าสถานที่อื่นในกทม. หรือต่างจังหวัดก็น่าจะหาด้วงได้ ลองดูรูปที่มีคนตามไปแงะดูมีไม่น้อยเลย แถมยังมีด้วงดอกไม้ และด้วงกว่างอื่นๆ ด้วย
dscf5626-450.jpgdscf5565.jpgdscf5571.jpgdscf5559.jpgdscf5576.jpgdscf5568.jpgdscf5591.jpg

 back to checkilist of Lucanidae

Dynodorcus curvidens a popular stag beetle amongst insect lovers in Thailand ด้วงคีมเคอร์วิเดนส์ ด้วงเขี้ยวกางยอดนิยมของคนรักแมลงในไทย

d-curv-m.jpgd-curv-f1.jpgd-curv-l.jpg
dynodorcus-curvidens001.jpgdynodorcus-curvidens002.jpgdynodorcus-curvidens003.jpg
Dynodorcus curvidens
(Hope, 1840)
 
(Family Lucanidae, Order Coleoptera)
        
Male, entirely black, broad in front and rather slim behind; head bears a pair of small tubercles at front; mandibles strongly curved, each with a strong erect tooth in the middle and a small tooth near the tip in large male, but the erect tooth is closer to the base than the middle, the small tooth near the tip absent in the small male; elytra with punctured dot-lines, clearly seen along the lateral margins in small male, but rather smooth and with fairly finely punctured in large male. Female, canthus is rounded in front and extending to about three-fourth of each eye; elytra deeply grooved longitudinally, except the 2nd, 5th and 8th are strongly punctured, about twelve grooves. Mandibles in large male of subspecies volscens are not as broad as that of curvidens. Length male 30-75 mm, female 30-40 mm.
      
A pair of Dynodorcus curvidens curvidens, male 57.0 mm and female 35.5 mm have been put in a breeding case since 7.v.10. Three grubs obtained on 6.iii.11 (10 months after copulation) at SIZ. To prove that this species is possible to breed and rear in Thailand although the number of offspring is low maybe due to too small breeding case which limited the food supplying. We hope to get the pupae and adults in some more months.
         ด้วงคีมเคอร์วิเดนส์ เป็นด้วงคีมที่เคยหายาก ตัวผู้ที่มีขนาดยิ่งใหญ่ยิ่งมีราคาแพง ชนิดย่อยที่พบในภาคเหนือของไทยมีคีมปากที่กว้างกว่าชนิดที่พบที่เขาใหญ่หรือในมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ลักษณะทั่วไปคล้ายด้วงกระทิงดำมาก (Dynodorcus antaeus) แต่ตัวผู้แตกต่างกันอย่างเด่นชัดที่มีตุ่มเป็นฟันแหลมอยู่ด้านหน้าของส่วนหัวใกล้กับโคนคีมปากทั้งคู่ ปัจจุบันสวนสัตว์แมลงสยามสามารถเลี้ยงด้วงคีมเคอร์วิเดนส์ได้แล้ว และกำลังวางแผนการเพาะเลี้ยงให้มีจำนวนมากขึ้น
       เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมานี้ ได้รื้อตู้ผสมพันธุ์ ซึ่งใช้เป็นตู้วางไข่ด้วย หลังจากใส่พ่อพันธุ์ขนาด 57.0 มิลลิเมตรและแม่พันธุ์ขนาด 35.5 มิลลิเมตรลงไปได้ประมาณ 10 เดือน เมื่อผ่าขอนไม้ดูพบว่ามีหนอนขนาดค่อนข้างใหญ่ 3 ตัว แม้ว่าจะได้หนอนน้อย อาจจะเนื่องมาจากตู้ที่ใช้ผสมพันธุ์มีขนาดไม่ใหญ่พอ แต่ก็พิสูจน์ได้ว่าเราสามารถเพาะเลี้ยงด้วงคีมเคอร์วิเดนส์ได้ในประเทศไทย และหลังจากนี้ ได้นำหนอนไปเลี้ยงต่อด้วยไม้ผุบด (ปูพื้นคีม) ในกระปุก 1 ลิตร ซึ่งน่าจะได้ดักแด้ และตัวเต็มวัยที่สมบูรณ์ในอีกไม่กี่เดิอนข้างหน้านี้
        
Photo Copyright @ Siam Insect-Zoo
back to checkilist of Lucanidae

Updated breeding and rearing Cyclommatus pahangensis chiangmaienesis ด้วงคีมเนื้อทรายเชียงใหม่ กับรายงานความคืบหน้าของการเลี้ยงหลังจากติดตามมาสองสามปี

c-pahangensis1-450.jpgc-pahangensis2-450.jpgc-pahan1.jpgc-pahan2.jpgc-pahan3.jpg
c-pahangensis3.jpgc-pahangensis4.jpgc-pahangensis5.jpg
Cyclommatus pahangensis chiangmaienesis
Mizunuma, 1994
        A beautiful stag beetle from Wiang Pa Pao, Nam Nao and Doi Pui. It can be distinguished from a closed similar species, C. saltini, in larger sized and bearing a broad reddish-black stripe at median of pronotum which not present in the latter. Length, male 32-37 mm, female 18 mm. Because of much smaller sized of the female.Therefore the breeding of this species must be careful in taken care of the female which is so small and fewer in number found. We had a chance to observe the emergence of this species in early rainy season (May-July) from the North Thailand took them for our breeding attemp. Finally we can get some grubs L1 and L2 for our further rearing fascility at the moment. Sorry for the updated report from Siam Isect Zoo is in Thai. I have just translated partially of this report attached to the photos.  
        ด้วงคีมเนื้อทรายเชียงใหม่ เป็นด้วงคีมที่มีคีมปากแปลกและสวยงามมากชนิดหนึ่งของเวียงป่าเป้า น้ำหนาว และดอยปุย แตกต่างจากด้วงคีมฝางซึ่งพบที่ฝาง โดยมีแถบสีแดงดำพาดตามยาวอยู่กลางสันหลังอก นอกจากนี้ขนาดยังใหญ่กว่าชนิดหลังเล็กน้อย เพศผู้มีขนาด 32-37 มิลลิเมตร เพศเมีย 18 มิลลิเมตร เพศเมียมีขนาดเล็กกว่าเพศผู้มาก อีกทั้งพบน้อยกว่าเพศผู้ การเพาะเลี้ยงด้วงคีมชนิดนี้มีปัญหาที่เพศเมียที่มีขนาดเล็กมากจนเรามองข้ามไป อีกทั้งขนาดที่เล็กมากจึงถูกตัวผู้รังแกจนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ การผสมพันธุ์จึงต้องระวังและดูแลตัวเมียอย่างใกล้ชิด ผลงานการเลี้ยงด้วงชนิดนี้เพิ่มเติมดูได้จากกระดานสนทนา breeding report I  ด้วงชนิดนี้หลายตัวส่วนมากเป็นตัวผู้เริ่มออกจากดักแด้แล้ว แต่ยังต้องรอตัวเมียอีกระยะหนึ่งซึ่งน่าจะมีเพิ่มมากขึ้นต่อไปทั้งสองเพศ
l17n1.jpg
Copyright @ Siam Insect Zoo & Museum การคัดลอกรูปและข้อความส่วนหนึ่งส่วนใดของผลการค้นคว้าวิจัยนี้ไปพิมพ์เผยแพร่เพื่อธุรกิจ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน ยกเว้นการอ้างอิงเพื่อการศึกษาโดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มากำกับไว้ด้วยเสมอ

Breeding report on Dorcus titanus titanus, the second largest stags from Sumatra รายงานความคืบหน้าการเพาะเลี้ยงด้วงคีมฟันเลื่อยสายพันธุ์ย่อยจากเกาะสุมาตราซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นที่สองของโลก

p1100924tn.jpgp1100925mn.jpgp1100926pn.jpgp1100927fn.jpgp1100928n.jpg
        This is an interim report on breeding and rearing Dorcus titanus titanus obtained from Sumatra which is the second largest species of this group after D. titanus palawanicus. About 2 months after released a pair of this stags for copulation and egg laying. We looked for larvae in the rotten wood. Some L1 (mostly) and a few L2 larvae or white grubs found. After this we shall rear each of them in a small case and see the development further on at Siam Insect Zoo and Museum, Chiang Mai.
(Note: larva=single, larvae=plural, the larvae of beetles generally called grubs not caterpillars)
 
        รายงานเบื้องต้นการเพาะเลี้ยงด้วงคีมฟันเลื่อยสายพันธุ์ย่อยของ D.titanus titanus ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกจากเกาะสุมาตรา ซึ่งรองจาก D. titanus palawanicus ของเกาะปาลาวัน ฟิลิปปินส์ ขนาดตัวผู้ใหญ่ที่สุดประมาณ 100+ มิลลิเมตร แต่ปาลาวันนั้นได้ใหญ่ถึง 110+ มิลลิเมตร ที่พูดว่าใหญ่คือความยาวของลำตัวนั่นเอง ซึ่งยาวกว่าด้วงคีมราฟซึ่งยาวแค่ 105 มิลลิเมตรเท่านั้น
____________________________________
Note on a change in generic name: Serrognathus genus (in the Lucanidae) has recently been combined with the Dorcus genus under the Dorcus genus name. Serrognathus genus is retained here as it serves as a convenient method to study the Dorcus and Serrognathus species of the Indo-Australian region. Generally, specimens with serrated teeth on the mandibles with a black color can be called Serrognathus, and specimens with but a single or a few large teeth on the mandibles and a shiny black color can be called Dorcus.
        ด้วงคีมในสกุล Serrognathus เมื่อไม่นานที่ผ่านมานี้ได้มีการยุบรวมกับสกุล Dorcus โดยใช้ชื่อสกุลว่า Dorcus ลองมาฟังเหตุผลกัน ด้วงในสกุล  Serrognathus ยังคงสงวนไว้สำหรับวิธีการในการศึกษาด้วงทั้งสองสกุลคือ Dorcus และ Serrognathus ในเขตอินโด-ออสเตรเลีย โดยทั่วไปด้วงคีมฟันเลื่อยที่มีสีดำมักจะเรียกว่า Serrognathus แต่สำหรับด้วงคีมฟันเลื่อยที่มีฟันขนาดใหญ่เพียงสองสามซี่ และมีลำตัวสีดำมันมักจะเรียกว่า Dorcus สรุปคือต่อไปนี้อาจจะต้องเรียกชื่อสกุลตามผู้เชี่ยวชาญของโลกซึ่งมีแนวโน้มจะเอนเอียงเป็นสกุล Dorcus มากขึ้นนั่นก็คือด้วงคีมฟันเลื่อยธรรมดา หรือด้วงคีมฟันเลื่อยเหนือ และด้วงคีมฟันเลื่อยใต้ก็คงเรียกชื่อสกุลใหม่ซึ่งง่ายขึ้นเป็น  Dorcus platymelus platymelus และ Dorcus titanus titanus ตามลำดับ
Source: http://www.searchlifeforms.com/605020605175760/Beetles_-_Stag__Serrognathus_bucephalus__10760.aspx