แก้คำผิดพลาดในหนังสือ โรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญ 3rd edi. (2553) ขออภัยในเหตุผิดพลาด Corrigenda to Diseases & Pests 3rd edi.

August 20th, 2010

แก้คำผิดพลาดในหนังสือ โรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญ พิมพ์ครั้งที่ 3 (2553)
แม้ว่าจะมีหลงหูหลงตาไปบ้างเพราะเป็นหนังสือเล่มใหญ่ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
หน้า 10 line 8 จาก คุณสรุต ไกรฤกษ์ เป็น คุณศรุต สุทธิอารมณ์
           line 17 จาก ดร. สมชาย อิสสิชัยกุล เป็น  ดร. สมชาย ธนสินชยกุล
หน้า 47 และ 353 แก้ไขชื่อวิทยฯ Pternoscirta caliginosa เป็น Xenocatantops humilis
หน้า
81 line 5 จาก lyd เป็น สัก
หน้า 83 line 1 จาก ที่แน เป็น ที่กิ
หน้า 93 line 1 จาก Monochilus เป็น Menochilus
หน้า 94
line 4 จาก มวนเพชรฆาต เป็น มวนเพชฌฆาต
หน้า
109 line 1 จาก (Rice armyworm, Ear-cutting caterpillar) เป็น (Rice caseworm)
หน้า 117 line 13 จาก กลุ่มนี้ไม้ได้ เป็น กลุ่มนี้ไม่ได้
หน้า 139 line 12 จาก Pyrrhocoridae แก้เป็น Lagridae
หน้า 163 line 1 จาก มวนกล่ำปลี เป็นมวนกะหล่ำปลี
หน้า
279 line 1 จาก longhroned เป็น longhorned
หน้า 421 line 8 จาก Crambidae เป็น Pyralidae
p475-sesame.jpg (ตำแหน่งภาพที่ถูกต้องควรเป็นดังภาพนี้)
หน้า
 475 รูปหนอนแถวบนลงสลับที่กัน ตัวเขียวต้องอยู่ซ้าย ส่วนตัวเหลืองต้องอยู่ขวา

หน้า
555 line 9 จาก จนสารสารเริ่มเสื่อม เป็น จนสารเริ่มเสื่อม
หน้า 574 line 13 ลบออกคำว่า  หรือ

______________________________
Note on Family names Crambidae &
Pyralidae
         In many classifications, the Crambidae (grass moths) have been treated as a subfamily of the Pyralidae (snout-moths). The principal difference is a structure in the ears called the praecinctorium, which joins two tympanic membranes in the Crambidae, and is absent from the Pyralidae. The latest review by Munroe & Solis, in Kristensen (1999) and
Borror and Delong’s Introduction to the Study of Insects, 7th edition (2005) retains the Crambidae as a full family.
         มีคนสงสัยว่าทำไมชื่อวงศ์ Pyralidae จึงเปลี่ยนเป็น Crambidae เช่น หนอนกอข้าว หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด หนอนเจาะยอดกะหล่ำ หนอนเจาะฝักถั่ว หนอนปลอกข้าว หนอนม้วนใบถั่ว หนอนม้วนใบฝ้าย หนอนเจาะฝักลายจุด หนอนเจาะผลมะเขือ เนื่องจากในอดีตวงศ์ Crambidae มีการวางไว้ในวงศ์ Pyralidae โดยที่วงศ์ Crambidae มีอวัยวะในการฟังเสียงเป็นเนื้อเยื่อสองแผ่น แต่ในวงศ์ Pyralidae ไม่มี ด้วยเหตุผลหลักดังกล่าวจึงมีการเปลี่ยนแปลงของชื่อวงศ์ในระดับโลกตาม Munroe & Solis, in Kristensen (1999) และในหนังสือ Borror and Delong’s Introduction to the Study of Insects, 7th edition (2005) อย่างไรก็ตามผีเสื้อในวงศ์ Pyralidae ก็ยังมีอยู่เช่นหนอนผีเสื้อข้าวโพด (Almond moth, Cocoa moth) Ephestia cautella (Walker) และผีเสื้อหนอนเจาะผลส้ม (Citrus fruit-borer) Citripestris sagittiferella Moore

Root rot or gummosis and Foot rot caused by Phytophthora parasitica โรครากเน่า และโคนเน่า สาเหตุเกิดจากเชื้อราไฟท้อฟโธร่าโรคที่ร้ายแรงในส้มโอ ส้มเขียวหวาน มะนาว

July 30th, 2010

citrus-phytoph1.jpgcitrus-phytoph3.jpg
         Root rot or gummosis and Foot rot caused by Phytophthora parasitica Dastur, a soil borne organism.  Symptoms include rotted roots, cracked bark, accompanied by gumming, water-soaked, reddish-brown to black bark at the soil line, discolored tissue in the lower trunk, yellowing, sparse foliage and death of the tree.
        
โรครากเน่า และโคนเน่า  สาเหตุ เชื้อรา Phytophthora parasitica Dastur  โรคนี้มีความสำคัญมากในส้ม และไม้ผลอีกหลายชนิด เนื่องจาดเชื้อราชนืดนี้เจริญเติบโตในดินอาการของพืชมักเกิดที่โคนต้น และระบบบราก ทำให้รากเน่า โคนต้นเปลือกปริแตก มีอาการยางไหลในสภาพที่อากาศชื้น เมื่อใช้มีดปาดที่เปลือกบริเวณที่เป็นโรคจะเห็นเป็นสีน้ำตาลแดงถึงดำ ต้นส้มแสดงอาการใบเหลืองซีด ลู่ลง กิ่งบางกิ่งเริ่มแห้งตาย บริเวณเชื้อราที่ทำให้เกิดอาการรากเน่าและโคนเน่า สามารถติดไปกับน้ำฝน ทำให้เกิดแผลเน่าฉ่ำน้ำที่ใบ และผล ทำให้ผลร่วงเป็นจำนวนมาก   
citrus-phytoph2.jpg
The affected foot after smeared by metalaxyl in pinkish-purple color. แผลที่โคนต้น ควรขูดส่วนที่เป็นโรคออกแล้วทา
ด้วยสารกำจัดโรคพืช เช่นเมตาแลกซิล หรือฉีดเข้าต้นบริเวณที่เป็นโรคด้วยสารฟอสฟอรัสแอซิด 
citrus-phytop2-450.jpg
โรครากเน่า และโคนเน่า (Root rot and Foot rot) ที่เกิดบนใบและผล ปกติอาการมักเกิดที่โคนต้น ระบบบราก ต้นส้มแสดงอาการใบเหลืองซีด ลู่ลงเชื้อราสามารถติดไปกับน้ำฝนกระจายไปสู่ใบ ผลและส่วนต่างๆ ของส้ม ทำให้เกิดแผลเน่าฉ่ำน้ำที่ใบ แผลมีรูปร่างไม่แน่นอน เมื่อลุมลามมากขึ้นแผลมีสีน้ำตาลถึงดำ แห้งตาย ทำให้ใบร่วงเป็นจำนวนมาก   

PLANT DISEASES โรคพืช และสาเหตุของการเกิดโรค

July 28th, 2010

         This is another move of two of our websites: www.malaeng.com and also www.siaminsectzoo.com which linked together to include the topic “Diseases and Pests of Economic importance”. As we understand that Thailand is a country of agriculture and it is quite important for releasing our knowledge to the public including its control measures.
         เป็นอีกก้าวหนึ่งของเว็บไซต์เราซึ่งมีสองเว็บที่เชื่อต่อกันที่ได้เพิ่มเติมหัวข้อ “โรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญทางเศรษฐกิจ” เข้าไปด้วย ดังที่เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ดังนั้นปัญหาเรื่องโรคและแมลงตลอดจนการป้องกันกำจัดเป็นเรื่องที่สำคัญ

onion-anthr1-luz102.jpg
PLANT DISEASES
        A plant disease is an impairment of health or a condition of abnormal functioning of plant. In another word, a disease is any abnormal condition that damages a plant and reduces its productivity or usefulness to man. The symptoms can be on leaf, flower, fruit, stem or root including leaf spot, leaf blight, leaf discoloration, root rot, stem rot and die of the whole plant. The plant pathogen is not disease, but one of the factors which cause the plant disease. 
        
A plant disease is the result of the interactions between three major components: the host plant (its resistance to the pathogen), the pathogen (its capacity to develop and induce a disease) and the biotic (e.g. microbial antagonists) and abiotic (e.g. mineral nutrients, temperature) environment. 
dis-triangle.jpg
        โรคพืช หมายถึงลักษณะอาการของพืชที่ผิดไปจากปกติ เพราะขบวนการทางสรีรวิทยาเช่นการสังเคราะห์แสง การบางของเซลล์ การลำเลียงน้ำและอาหารของพืชถูกขัดขวางหรือทำลายอย่างต่อเนื่องโดยเชื้อโรคและปัจจัยบางอย่างในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม อาการที่พืชผิดปกติ อาจจะเป็นลักษณะใบ ดอก ผล ลำต้นหรือราก รูปร่างและขนาดผลมักเล็ก ผลแตกร่วง ใบอาจมีจุด มีแผลใบไหม้ ใบเปลี่ยนสี รากเน่า โคนเน่า เน่าทั้งต้นหรือการแห้งตายทั้งต้น         
       
จะเห็นได้ว่า เชื้อโรค
(pathogen) ไม่ใช่โรค แต่เป็นเพียงสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรค ในกรณีหนอนของแมลงที่กัดกินใบพืช ไม่ได้หมายความว่าพืชนั้นเป็นโรค เพราะหนอนไม่ได้ทำให้เกิดผลกระทบต่อกระบวนการทางสรีรวิทยาของพืชโดยตรงอย่างต่อเนื่อง แต่กรณีของเพลี้ยไฟ หรือไรแดง ไรขาว ที่ดูดกินน้ำเลี้ยงแล้วทำให้ใบบิดเบี้ยวยอดหงิกงอ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาอย่างต่อเนื่อง อาจเข้าข่ายว่าเป็นแมลงที่ทำให้เกิดโรคพืชได้ อย่างไรก็ตามอย่างไรก็ตาม แมลงมักถูกแยกออกจากการถูกเรียกว่าเป็นสาเหตุของเชื้อโรคโดยตรง เป็นกลุ่มศึกษาพิเศษที่เรียกว่า กีฏวิทยา แม้ว่าโรคพืชหลายชนิดที่มีความสัมพันธ์กับแมลงอย่างลึกซึ้งก็ตาม โดยเฉพาะแมลงที่เป็นพาหะนำเชื้อโรคมาสู่พืช ดังนั้นการศึกษาเกี่ยวกับแมลงมักเป็นวิทยาศาสตร์ที่ควบคู่กับโรคพืช       
         การเกิดโรคพืช
โรคพืช
จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีปัจจัย 3 ประการคือ มีพืช (host plant) มีเชื้อโรค (pathogens) ซึ่งได้แก่ เชื้อรา (fungus, pl. = fungi)  แบคทีเรีย (Bacteria)  ไวรัส (virus) ไส้เดือนฝอย  (nematode)  มายโคพลาสมา หรือไฟโตพลาสมา (Mycoplasma or Phytoplasma) ซึ่งสามารถจะพัฒนาการทำให้เกิดอาการของโรคได้ และมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม คืออุณหภูมิและความชื้นพอเหมาะ และระยะเวลาที่เหมาะสม อนึ่งเชื้อโรคในที่นี้หมายถึงแต่เชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคกับพืชเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีโรคพืชที่เกิดจากสิ่งที่ไม่มีชีวิต ซึ่งเป็น โรคพืชที่ไม่มีการติดเชื้อ (Non-infectious diseases) เช่นการขาดปุ๋ย การขาดธาตุอาหารรองบางตัว หรือการมีธาตุหารรองดังกล่าวมากเกิน สภาพดินที่เป็นกรดหรือด่างมากเกินไป สภาพอากาศที่ร้อนจัด หรือหนาวจัด ตลอดจนความชื้นและแสงที่มากเกินไป น้อยเกินไป การขาดอ็อกซิเจน การเกิดมลภาวะ ล้วนส่งผลให้พืชเจริญเติบโตผิดปรกติ โรคพืชในที่นี้ไม่รวมถึงโรคที่เกิดกับแมลง สัตว์และมนุษย์
Link to A Chcecklist of Common Plant Diseases of Economic Importnce in Thailand.
___________
_______________________
แบ่งปันข้อมูลจาก: หนังสือโรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญ พิมพ์ครั้งที่ 3 (พิสุทธิ์ เอกอำนวย, 2553) สวนสัตว์แมลงสยาม เชียงใหม่ เจ้าของและผู้พิมพ์โฆษณา 592 หน้า

Sulfur used in agriculture คำแนะนำในการใช้สารกำมะถันเม็ดละลายน้ำในการเกษตร

July 26th, 2010

citrus.jpgsulfurwg.jpg
         Sulfur is a non-systemic contact and protectant fungicide with secondary
acaricidal activity. Sulfur provides for a better fruit appearing in apple and other stone fruits, longan and sapodilla plum. It is also used as a fertilizer or soil amend-ment for reclaiming alkaline soils. It is used in rice fields in Bangladesh so which enable increasing photosynthesis and of course the rice yields. Sulfur compatible with other products is considered good. Numerous mixed products with insecticides and fungicides are manufactured. For reasons of phytotoxicity, mixing sulfur with oils should be avoided. 
คำแนะนำในการใช้สารกำมะถันเม็ด กำมะถันผงละลายน้ำ            
       
กำมะถันชนิดเม็ดละลายน้ำ (
WG) มีการละลายน้ำที่ดีกว่าชนิดผง (WP)  ทั้งสองสูตรมีคุณสมบัติในการป้องกันกำจัดเชื้อราบางชนิดใช้เป็นสารกำจัดไร เป็นธาตุอาหารรอง และสารปรับปรุงดิน เป็นต้น พอสรุปประโยชน์และการใช้ได้ดังนี้        
      1. ใช้ในการป้องกันกำจัดเชื้อราแป้ง (powdery mildew) และใบจุด และราสนิม ในพริก ถั่วฝักยาว ไม้ดอกไม้ประดับ พืชไร่ และ ไม้ผล เช่นในเงาะ  มะขามหวาน มีการใช้กันอย่างกว้างขวางในองุ่นที่ปลูกในยุโรป 
     
2. มีส่วนช่วยในการป้องกันกำจัดไรขาวพริก ในพริก และถั่วฝักยาว ไรแดงแอฟริกัน ไรเหลืองส้ม ไรสนิมในส้ม และทุเรียน ไร กำมะหยี่ในลิ้นจี่ และไรกระเทียมที่มักติดมากับหัวกระเทียมที่ปลูก
     
3. ใช้เป็นธาตุอาหารเสริมในไม้ผล ผัก พืชไร่ ไม้ดอกและไม้ประดับ เป็นต้น กำมะถันยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสังเคราะห์แสง ซึ่งมีส่วนทำให้ผลผลิตสูงขึ้น
     
4. ใช้ปรับปรุงดินในนาข้าว มีการใช้ในปริมาณมากในประเทศบังคลาเทศ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าการดูดซึมธาตุอาหารหลักดีขึ้นเมื่อมีการใช้กำมะถันฉีดพ่นเพื่อเป็นตัวช่วย ทำให้ธาตุอาหารหลักถูกปลดปล่อย และนำไปใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น ทำให้ผลผลิตข้าวสูงขึ้น 
      5. การใช้พ่นในสวนส้มหลังจากการตัดแต่งกิ่ง เพื่อช่วยกำจัดสปอร์ของเชื้อราที่ตกค้างอยู่ในไร่ ช่วยให้ปัญหาของโรคราน้อยลง ในฤดูปลูกถัดไป 
      6. สารกำมะถันที่ฉีดพ่นในไม้ผลที่กำลังติดลูกประมาณ 2-3 สัปดาห์ก่อนการเก็บเกี่ยว เช่นลำไย ละมุด พุทรา ลองกอง และแอปเปิล เป็นต้น ช่วยทำให้ผิวของผลไม้ที่เก็บเกี่ยวสวยงาม ขายได้ราคาดีขึ้น และมีส่วนช่วยให้เก็บรักษาผลไม้ได้นานขึ้น 

ข้อระวังในการใช้กำมะถัน 
        
ห้ามใช้ผสมกับสารที่เป็นน้ำมัน (
oil) ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในพืชที่อ่อนไหวต่อสารเคมีต่างๆ โดยเฉพาะพืชตระกูลแตง แตงกวา ที่กำลังแตกใบอ่อน เพราะถ้าอัตราการใช้สูงเกินไป และพ่นสารในช่วงที่มีอากาศร้อนจัดจะเกิดใบไหม้ได้ ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการผสมกับสารอื่นๆ หลายๆ ชนิด อัตราการใช้ปกติใช้ 1.5 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ในการป้องกันกำจัดเชื้อราแป้ง เป็นธาตุอาหารเสริม ในผลไม้ใกล้เก็บเกี่ยว และการปรับปรุงดิน ส่วนการใช้เพื่อป้องกันกำจัดไรขาวพริก และไรอื่นๆ ในพริก ส้ม และทุเรียน สามารถใช้ในอัตราที่สูง 3-4 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตรได้ โดยยังไม่มีความเป็นพิษที่ปรากฏต่อพืชทั้งสามชนิด ส่วนการนำไปใช้ในพืชอื่นควรศึกษาอัตราการใช้เพิ่มเติม  
78-sulfurins.jpg
การใช้สารกำมะถันในอัตรา
1.5 กรัมต่อลิตร พ่นในนาข้าว ช่วยในการปรับปรุงดินในเวียดนามและบังคลาเทศ ช่วยทำให้ธาตุอาหารหลักถูกปลดปล่อยให้พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น
_______________________
แบ่งปันข้อมูลจาก: หนังสือโรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญ พิมพ์ครั้งที่ 3
 

Non-infectious disease, Calcium deficiency in mango โรคปลายผลเน่า โรคราเสี้ยนในมะม่วง เป็นโรคพืชที่ไม่มีการติดเชื้อ

July 25th, 2010

cal2n.jpgcal1.jpg 
          Non-infectious disease
s are refer to disorders that resemble diseases, but are not cause by living pathogens such as fungus bacteria or virius. These are mostly caused by adverse environmental, chemical or soil factors that result of abnormal plant growth and development. It doesn’t spread from plant to plant and increase over time. Non-infctious disease of mango known from northern Thailand is identified as Calcium deficiency.
         
โรคพืชที่ไม่มีการติดเชื้อ อาจจะเกิดจากดินที่เป็นกรดเป็นด่างมากเกินไป หรือดินเปรี้ยว สภาพอากาศที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด ตลอดจนความชื้นและแสงมากหรือน้อยเกินไป การขาดออกซิเจน เกิดมลภาวะหรือเกิดอากาศ เป็นพิษ ล้วนส่งผลให้พืชเจริญเติบโตผิดปกติ มีขนาดเล็กและโตช้าการขาดธาตุอาหารในพืช ตามปกติธาตุอาหารรอง (Micronutrients, trace elements) ต่าง ๆ (ไม่ใช่ N-P-K) มีอยู่ในดินเพียงพอแก่ความต้องการของพืช เพียงแต่อยู่ในรูปที่พืชนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ พืชที่ปลูกในดินที่เป็นด่างจัด มักมีปัญหาเรื่องการขาดธาตุแมงกานีส ในทางตรงกันข้าม ถ้าดินเป็นกรดจัด จะมีเกลือของแมงกานีสและอลูมินัมอยู่ในรูปที่พืชเอาไปใช้ประโยชน์ได้ แต่มากเกินไป ซึ่งอาจทำให้เป็นพิษต่อพืชได้
โรคปลายผลเน่า โรคราเสี้ยนในมะม่วง (Calcium deficiency) เกิดจากการขาดธาตุแคลเซียม ในระยะติดผล พบมากในมะม่วงที่มีรูปทรงยาว พันธุ์เขียวเสวย หนังกลางวัน น้ำดอกไม้ และพันธุ์เขียวมรกต พันธุ์หลังนี้ปลูกกันมากในเขตจังหวัดลำพูนและเชียงราย อาการที่เกิดที่ปลายผลมีขอบเขตชัดเจน เป็นแผลเน่ามีสีดำไม่ขยายลุกลามออกไปเหมือนอาการที่เกิดจากโรคแอนแทรคโนสที่เป็นได้ทุกส่วนของผล เกิดมากในดินเหนียวที่เป็นกรดจัด การแก้ไขทำได้โดยการใส่ปูนขาว หินปูนบด หรือโดโลไมท์ การฉีดพ่นธาตุอาหารที่มีแคลเซียม-โบรอนเสริมให้มะม่วงที่ออกดอกติดต่อกันมาเป็นเวลานานมีส่วนช่วยได้มาก 
calcium-deficiencyt1.jpg
โรคผลเน่า โรคก้นเน่าสีดำ ของมะเขือเทศ (Fruit rot or Blossom end rot in tomato) เป็นโรคที่เกิดจากการขาดธาตุอาหารแคลเซี่ยม เช่นเดียวกับที่พบในมะม่วง
_______________________
แบ่งปันข้อมูลจาก: หนังสือโรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญ พิมพ์ครั้งที่ 3
 (พิสุทธิ์ เอกอำนวย, 2553) สวนสัตว์แมลงสยาม เชียงใหม่ เจ้าของและผู้พิมพ์โฆษณา 592 หน้า http://www.malaeng.com/blog/?p=8535

Mango Anthracnose caused by a fungus, Colletotrichum gloeosporioides โรคแอนแทรคโนส สาเหตุจากเชื้อรา เป็นโรคที่มีความสำคัญที่สุดในมะม่วง

July 25th, 2010

anthracnose1.jpganthracnose2.jpganthracnose3.jpganthracnose4.jpg
           Anthracnose
caused by the fungus Colletotrichum gloeosporioides, is the most wide-spread disease in mangoes. The varieties vary in susceptibility such as Nam Dok Mai is one of the most susceptible varity. Colletotrichum gloeosporioides causes anthracnose on fruits, and drop of flowers on young branches. Anthracnose always appears on leaves as square brown to black spots. The control program shood be applies at 2 weeks intervals before flower buds open and repeat for 3-4 spray rounds. Contact fungicides are usually recommended such as mancozeb, captan and coppers. The alternating or mixing with sytemic fungicides, Prochloraz, azoxystrobin, benomyl, carbendazim or others when disease pressure is high. The late fruiting season is also necessary to spray in some susceptible mango varieties such as heavy variety of the northern Thailand, Khieo morakot. 
         
โรคแอนแทรกโนส (Anthracnose) สาเหตุ เชื้อรา Colletotrichum gloeosporioides Penz. เป็นโรคที่มีความสำคัญมากกับมะม่วงทุกพันธุ์ แต่มะม่วงพันธุ์แต่ละพันธุ์มีความต้านทานต่อโรคแตกต่างกัน พันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคนี้ เช่นพันธุ์น้ำดอกไม้ หากไม่มีการพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อราอาการจะรุนแรงมาก บางครั้งจะไม่ได้ผลผลิตเลย อาการบนใบอ่อนเริ่มจากการเป็นจุดชุ่มน้ำและเปลี่ยนเป็นสีดำต่อไป บริเวณที่เป็นแผลจะหดตัวลงเล็กน้อยจนดึงให้ใบบิดเบี้ยว ใบแก่ขนาดของจุดจะมีขนาดคงที่ค่อนข้างเป็นเหลี่ยม เมื่อมะม่วงแทงช่อดอก เชื้อจะเข้าทำลายที่ช่อดอก ทำให้ช่อดอกแห้ง ดอกร่วง ช่อที่ติดผลอ่อนรวมทั้งผลแก่จะมีแผลเน่าดำ ในสภาพอากาศที่ มีความชื้นสูง จะมีสปอร์สีชมพูเกิดขึ้นตามแผลที่เป็นโรคการป้องกันกำจัดโรคแอนแทรกโนส ควรทำในระยะที่มะม่วงกำลังจะแตกใบอ่อนและเมื่อมะม่วงจะแทงช่อดอก เกษตรกรควรฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อราชนิดสัมผัส เช่นสารแมนโคเซ็บ แคปแทน สารพวกคอปเปอร์ อาจจะผสม หรือสลับกับสารประเภทดูดซึม เช่น Prochloraz, azoxystrobin, benomyl, carbendazim หรือสารดูดซึมอื่นๆ พ่นทุก 10-14 วันประมาณ 2-3 ครั้ง มะม่วงที่ต้องการเก็บรักษา สารพวกคอปเปอร์ซึ่งไม่มีค่า MRL ในยุโรปกำหนดไว้ จึงน่าจะเป็นทางเลือกใช้ได้ในช่วงใกล้เก็บเกี่ยวไว้นานหลังการเก็บเกี่ยวโดยเฉพาะพันธุ์เขียวมรกต ควรพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อราในช่วงปลายฤดูปลูกด้วย
_______________________
แบ่งปันข้อมูลจาก: หนังสือโรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญ พิมพ์ครั้งที่ 3
 (พิสุทธิ์ เอกอำนวย, 2553) สวนสัตว์แมลงสยาม เชียงใหม่ เจ้าของและผู้พิมพ์โฆษณา 592 หน้า

The witch’s broom in mango, a plant disease caused by Phytoplasma โรคพุ่มไม้กวาดของมะม่วง โรคพืชที่เกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมา

July 25th, 2010

mango-witch-broom.jpg
        The witch’s broom in mango is caused by Phytoplasma. The numerous small shootlets arising from apex of shoot or leaf axil, thickened and clustered together. The disease can be transmitted by sucking insects and also by grafting method. The plant symptom usually can be observed in 10-15 days.
        โรคพุ่มไม้กวาดของมะม่วง เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมา (Phytoplasma) โดยมะม่วงแสดงการแตกยอดเป็นกระจุก มีลักษณะเป็นฝอยของใบ ยังไม่มีรายงาน เกี่ยวกับการถ่ายทอดโรคโดยมีแมลงเป็นพาหะ แต่เชื้อสามารถถ่ายทอดได้โดยวิธีการเสียบกิ่ง โดยพืชมักแสดงอาการของโรคภายใน 10-15 วัน การป้องกันกำจัดทำได้โดยการตัวยอดที่เป็นพุ่มไม้กวาดเผาไฟทิ้ง พ่นสารป้องกันกำจัดแมลงขำพวกปากดูดเมื่อพบการระบาดโดยเฉพาะในช่วงที่มะม่วงกำลังแตกใบและช่ออ่อน การเสียบกิ่งควรล้างทำความสะอาดมีดและกรรไกรให้สะอาดและฆ่าเชื้อที่อาจจะติดไปกับเครื่องมือทุกครั้ง  
_______________________
แบ่งปันข้อมูลจาก: หนังสือโรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญ พิมพ์ครั้งที่ 3 (พิสุทธิ์ เอกอำนวย, 2553) สวนสัตว์แมลงสยาม เชียงใหม่ เจ้าของและผู้พิมพ์โฆษณา 592 หน้า

Late Blight in Potato caused by Phytophthora infestans โรคใบแห้ง หรือ โรคใบไหม้ โรคพืชที่เกิดจากเชื้อราไฟท้อปโทร่า ที่มีความสำคัญที่สุดในมันฝรั่ง

July 24th, 2010

lateb1.jpglateb2.jpglateb3.jpgspraying.jpgmancozeb2.jpg
        Late blight is a fungal disease caused by Phytophthora infestans (Mont.) de Bary.  It attacks both tubers and foliage during any stage of crop development. The first symptoms of late blight in the field are small, light to dark green, circular to irregular-shaped
water-soaked spots. These lesions usually appear first on the lower leaves. Effective control of these leaf diseases requires implementating an integrated disease management approach. Protectant fungicides especially mancozeb should be used before development of disease in a field. If late blight is present in a field, a combination of protectant and systemic eradicant systemic fungicides should be used.
       
โรคใบแห้ง หรือ โรคใบไหม้ (Late Blight) เป็นโรคที่เกิดจากเฃื้อรา Phytophthora infestans (Mont.) de Bary มีความสำคัญที่สุดของมันฝรั่ง  อาการของโรคเกิด แผลที่ใบ ลำต้น และหัวมันฝรั่งที่อยู่ในดิน แผลเริ่มที่ใบเป็นจุดสีเขียวหม่นขอบเทาซึ่งลุกลามขยายใหญ่ขึ้น ทำให้ใบบิดเบี้ยว ในช่วงที่อากาศเย็นชื้นจะเห็นสปอร์สีขาวตามขอบแผลที่ใต้ใบ แผลจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแห้งอย่างรวดเร็ว หัวมันฝรั่งที่ติดเชื้อในดินจะเน่าเละ หรือมีขนาดเล็กลง การป้องกันกำจัดความใช้หลายๆ วิธีร่วมกันที่เรียกว่าการป้องกันกำจัดแลลวิธีผสมผสาน การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราชนิดสัมผัสเช่นแมนโคเซ็บเป็นที่นิยมอย่างกว้างเพื่อป้องกันก่อนที่จะเกิดโรค อย่างไรก็ตามเมื่อสภาวะของสิ่งแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการระบาด การผสมสารป้องกันกำจัดเชื้อราชนิดดูดซึมควรได้รับการพิจารณา หรือใช้สลับกัน การใช้สารดูดซึมเท่าที่จำเป็นมีส่วนช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อราสร้างความต้านทานต่อสารดูดซึมที่ใช้ ส่วนสารแมนโคเซ็บยังไม่พบว่าเชื้อราสร้างความต้านต่อสารนี้
_______________________
แบ่งปันข้อมูลจาก: หนังสือโรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญ พิมพ์ครั้งที่ 3 (พิสุทธิ์ เอกอำนวย, 2553) สวนสัตว์แมลงสยาม เชียงใหม่ เจ้าของและผู้พิมพ์โฆษณา 592 หน้า

The root knot nematode species, Meloidogyne incognita โรครากปม เป็นโรคพืชเกิดจาก ไส้เดือนฝอย

July 24th, 2010

meloidogyne-incognita.jpg
         The root knot nematode species, Meloidogyne incognita, is the most widespread and probably the most serious plant parasitic nematode pest of tropical and subtropical regions throughout the world.
        
โรครากปม เป็นโรคพืชเกิดจาก ไส้เดือนฝอย (Nematode) Meloidogyne incognita ผักมีอาการแคระแกร็นไม่เจริญเติบโต เมื่อขุดรากขึ้นมาตรวจสอบพบว่ารากบางส่วนมีลักษณะบวมเกิดเป็นปมขนาดต่าง ๆ กัน ทำให้รากไม่สามารถหาอาหารตามปกติได้ เพราะมีไส้ดือนฝอยเจาะเข้าอาศัยอยู่ในปม แย่งกินน้ำและอาหารจากผัก
_______________________
แบ่งปันข้อมูลจาก: หนังสือโรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญ พิมพ์ครั้งที่ 3 (พิสุทธิ์ เอกอำนวย, 2553) สวนสัตว์แมลงสยาม เชียงใหม่ เจ้าของและผู้พิมพ์โฆษณา 592 หน้า

Hosting

Hosting