Mango-hoppers, serveral species found in Thailand เพลี้ยจั๊กจั่นมะม่วง เพลี้ยจั๊กจั่นช่อมะม่วง แมลงกะอ้า หลายชนิดที่พบจากประเทศไทย


![]()
![]()
![]()
เพลี้ยจั๊กจั่นมะม่วง เพลี้ยจั๊กจั่นช่อมะม่วง แมลงกะอ้า (Mango-hoppers): Cicadellidae ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากช่อดอก และใบอ่อน ทำให้ดอกร่วง นอกจากดูดกินน้ำเลี้ยงแล้วยังปล่อยน้ำหวานออกมาเป็นแหล่งเพาะราดำ เพลี้ยจั๊กจั่นมะม่วงในมะม่วงมราพบจากประเทศไทยมีมากกว่า 8 ชนิด ฃนิดที่พบและรู้จักกัน เช่น
1. เพลี้ยจั๊กจั่นมะม่วงปากดำ Idioscopus clypealis (Lethierry) ชื่อชนิดมาจากคำว่า clypeus = ริมฝีปากบน แมลงชนิดนี้มีริมฝีปากบนเป็นสีดำทั้งแผ่น ในขณะที่แมลงตัวถัดไปมีสีดำเฉพาะที่ส่วนล่างของแผ่นริมฝีปาก
2. เพลี้ยจั๊กจั่นมะม่วงอินเดีย Idioscopus nagpurensis (Pruthi) ชื่อชนิดระบุสถานที่คือ เมืองนักปูรร์ (Nagpur) ซึ่งอยู่ในตอนกลางของประเทศอินเดีย น่าจะเป็นเมืองที่พบและตั้งชื่อแมลงชนิดนี้เป็นครั้งแรก 3. เพลี้ยจั๊กจั่นมะม่วงสิบหน้า Idioscopus niveosparsus (Lethierry) แมลงชนิดนี้มีลายเข้มที่ส่วนหัวและอก เมื่อมองในมุมมองต่างกัน สามารถเห็นเป็นรูปหน้าสัตว์คล้ายเสือ ลิงและคนได้หลายแบบ
4. เพลี้ยจั๊กจั่นมะม่วงชุมพร Idioscopus chumphoni Hongsprug
5. เพลี้ยจั๊กจั่นมะม่วงใหญ่ Idioscopus clavosignatus Maldonada Capriles เป็นเพลี้ยจั๊กจั่นมะม่วงที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีลักษณะเด่นที่มีแถบสีเหลืองใหญ่ที่ฐานปีก ติดต่อกันเป็นรูปตัววี (V) เท่าที่มีรายงานพบเฉพาะที่อำเภอสวี จังหวัดชุมพร
6. เพลี้ยจั๊กจั่นฝอยแดง Smita robusta Dworakoska เป็นเพลี้ยจั๊กจั่นฝอยที่มีสีแดง มีหัวคล้ายกบ
7. เพลี้ยจั๊กจั่นฝอยเขียวแต้มแดง Amrasca splendens Ghauri เป็นเพลี้ยจั๊กจั่นฝอยสีเขียว มีแต้มแดงกลางส่วนหัว อกและใกล้ปลายปีก
8. เพลี้ยจั๊กจั่นฝอยหลังนูน Mangganeura reticulata Ghauri เป็นเพลี้ยจั๊กจั่นฝอยที่มีแผ่นแข็งที่อกปล้องแรกนูนมาก และแตกระแหงเป็นร่างแห

เพลี้ยจั๊กจั่นมะม่วงปากดำ (Black lipped mango-hopper) Idioscopus clypealis (Lethierry) ความยาว เพศผู้ 37-40 มิลลิเมตร เพศเมีย 38-42 มิลลิเมตร ตัวเมียมีจุดเพิ่มขึ้น 1 คู่ใกล้ขอบด้านหน้าสุดของส่วนหัว ตัวอ่อนปีกสั้นที่ด้านบนสุดของริมฝีปากบนมีจุดดำคล้ายจมูก ทำให้ด้านหน้าคล้ายใบหน้าของเด็ก 
เพลี้ยจั๊กจั่นมะม่วงอินเดีย (Indian mango-hopper) Idioscopus nagpurensis (Pruthi) คล้ายกับชนิดแรกมาก อีกทั้งบางครั้งพบระบาดอยู่ด้วยกัน นอกจากความแตกต่างที่แต้มสีดำที่ริมฝีปาก อวัยวะเพศ (genitalia) ในตัวผู้มีรยางค์ 4 เส้นที่ค่อนข้างสั้น และไม่กางห่างจากแกนในขณะที่รยางค์ทั้ง 4 เส้นในเพลี้ยจั๊กจั่นมะม่วงปากดำยาว และกางแยกออกจากแกน
การป้องกันกำจัด จำเป็นต้องใช้สารฆ่าแมลง หากมีการระบาดรุนและไม่มีการป้องกันกำจัดแมลงมะม่วงอาจจะไม่ติดผลเลยก็ได้ สารฆ่าแมลงที่ใช้ได้ผลดีระดับหนึ่ง เช่น Cypermethrin แต่จำเป็นต้องใช้ในอัตราสูง (จากการทดลอง) สำหรับแมลงกลุ่มนี้ นอกจากนี้ก็อาจจะใช้สารฆ่าแมลงชนิดดูดซึมอื่นๆ ตามความจำเป็นในช่วงที่มะม่วงกำลังแทงช่อดอก ก่อนดอกบาน เพื่อไม่ให้มีผลรบกวนผึ้งและแมลงที่ช่วยในการผสมเกสรในช่วงที่ดอกบาน บางครั้งอาจจะใช้ร่วมกับสารป้องกันกำจัดโรคแอนแทรกโนส เช่นการผสมกับสารแมนโคเซ็บ แต่ควรจะผสมสารที่เป็นผงก่อนที่จะผสมสารฆ่าแมลงที่เป็นน้ำเป็นอันดับสุดท้าย เนื่องจากการละลายที่ดีกว่าสารที่เป็นผงนั่นเอง
_______________________
แบ่งปันข้อมูล สามารถอ่านและดูรูปเพิ่มเติมได้จาก: หนังสือโรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญ พิมพ์ครั้งที่ 3 (พิสุทธิ์ เอกอำนวย, 2553) สวนสัตว์แมลงสยาม เชียงใหม่ เจ้าของและผู้พิมพ์โฆษณา 592 หน้า
Rice green leafhoppers, Nephotettix virescens and Nephotettix nigropictus, destructive pests and vectors of virus diseases เพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียวข้าว หรือเพลี้ยจักจั่นสีเขียวข้าว และเพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียวหน้าผากดำ แมลงศัตรูข้าวที่สำคัญของเอเชีย และการเป็นแมลงพาหะนำโรคข้าวที่เกิดจากเชื้อไวรัส



![]()
![]()
![]()
Nephotettix virescens (Distant)
Nephotettix nigropictus (Stål)
These are two important tropical rice green leafhoppers. The adults are 3-5 mm long, bright green with variable black markings in the middle of fore-wing. N. nigropictus bears a transverse curved line between compound eyes which is absent in N. virescens. Female lays 5-60 eggs in the midrib of the leaf blade or sheath. Eggs hatch in 1 week. There 5 nymphal stages which last for about 2 weeks and the adults live for about 7-10 days. They are impotant vectors of viruses that cause rice dwarf, transitory, tungro or yellow dwarf diseases causing yield loses.
เพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียวข้าว และเพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียวหน้าผากดำ เป็นแมลงปากดูดสีเขียว ยาวประมาณ 3-5 มม. ปลายปีกมีจุดสีดำข้างละจุด หรือไม่มีจุดก็ได้ เพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียวข้าวที่สำคัญของเอเชียและไทย มี 2 ชนิด ชนิดที่พบมากมีส่วนหัวมีสีจางไม่มีขีดดำระหว่างตารวมอาจจะเรียกว่า เพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียวข้าว ซึ่งพบแพร่หลายอย่างกว้างขวางมาก ส่วนอีกชนิดมีขีดดำพาดโค้งตามความยาวที่ขอบหน้าผากระหว่างตาทั้ง 2 ข้างอาจจะเรียกว่า เพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียวหน้าผากดำ พบน้อยกว่าชนิดแรก ชีพจักรของแมลงทั้ง 2 ชนิดใกล้เคียงกันมาก คือ มีจำนวนไข่ต่อกลุ่มตั้งแต่ 5-60 ฟอง โดยเฉลี่ยไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนใน 1 สัปดาห์ ตัวอ่อนมี 5 ระยะ รวมเวลาที่เป็นตัวอ่อนประมาณ 2 สัปดาห์ ระยะที่เป็นตัวเต็มวัยประมาณ 7-10 วัน เพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียวข้าวดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบข้าว ซึ่งถ้ามีปริมาณแมลงมาก ข้าวจะถูกทำลายเหี่ยวแห้งตายเกิดความเสียหายได้ อย่างไรก็ดีปกติแล้วไม่ทำให้ข้าวถึงกับเสียหายโดยตรง แต่แมลงชนิดนี้เป็นพาหะนำเชื้อไวรัสสาเหตของ โรคใบสีส้ม สู่ต้นข้าว โรคเหลืองเตี้ยที่ทำให้ข้าวมีผลผลิตลดลงมาก
การเป็นแมลงพาหะนำโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส มีแมลงนับเป็นร้อยชนิดที่เป็นแมลงพาหะนำโรคต่างๆ มาสู่พืชได้ ประมาณกว่า 75% เป็นโรคพืชที่เกิดจากเชื้อไวรัส (virus) โรคพืชดังกล่าวอาจมีแมลงมากกว่าหนึ่งชนิดที่สามารถเป็นพาหะของโรคได้ โรคพืชเพียงแค่อาศัยติดตัวแมลงไปยังพืชต้นอื่นก็อาจถ่ายทอดโรคได้แล้ว (non persistent virus) แต่โรคพืชที่เกิดจากเชื้อไวรัสบางชนิดต้องพักอาศัยในตัวแมลงสักระยะเวลาหนึ่งจึงจะสามารถถ่ายทอดโรคได้ เชื้อไวรัสประเภทนี้เป็น persistent virus ในกรณีของเพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียวข้าว ซึ่งมีหลายชนิดที่เป็นแมลงพาหะนำโรคใบสีส้มข้าว (Yellow orange leaf virus) ได้ โดยเชื้อต้องพัฒนาตัวเองในแมลงพาหะก่อน ในกรณีอาจจะเรียกว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ว่าเป็น semi-persistent virusเพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียวข้าว เป็นแมลงพาหะหลักที่นำเชื้อไวรัสใบสีส้มข้าว หากข้าวได้รับเชื้อในระยะกล้าถึงแตกกอ จะเสียหายมากกว่าในระยะตั้งท้องถึงระยะออกรวง ใบข้าวจะมีสีเขียวสลับเหลือง และเปลี่ยนเป็นสีหลือง ต้นเตี้ย แคระแกร็น อาจถึงตายได้Other virus diseases
โรคใบจุวงแหวนมะละกอ Papaya ringspot virus
______________________
แบ่งปันข้อมูลจาก: หนังสือโรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญ พิมพ์ครั้งที่ 3 (พิสุทธิ์ เอกอำนวย, 2553) สวนสัตว์แมลงสยาม เชียงใหม่ เจ้าของและผู้พิมพ์โฆษณา 592 หน้า
Jassids, leafhoppers from Thailand เพลี้ยจั๊กจั่น หรือเพลี้ยจักจั่นที่พบจากประเทศไทย
Family CICADELLIDAE
![]()
![]()
![]()
Amrasca biguttula (Ishida) เพลี้ยจั๊กจั่นฝ้าย (Cotton leafhopper)
![]()
Amrasca durianae Hongsaprug เพลี้ยจั๊กจั่นฝอยทุเรียน (Durian leafhopper)
![]()
![]()
![]()
Amrasca splendens Ghauri เพลี้ยจั๊กจั่นฝอยเขียวแต้มแดง (Red marked mangohopper)
![]()
![]()
![]()
Smita robusta Dworakoska เพลี้ยจั๊กจั่นฝอยแดง (Red mangohoper)
![]()
![]()
![]()
Jacobiasca formosana (Paoli, 1936)
Syn. Empoasca formosana Paoli, 1932, Empoasca onukii Matsuda
เพลี้ยจั๊กจั่นเขียวชา (Tea green leafhopper, or used to be known as
Castor bean leafhopper)
![]()
Idioscopus clavosignatus Maldonada Capriles เพลี้ยจั๊กจั่นมะม่วงใหญ่ (Giant mangohopper)
![]()
![]()
![]()
Idioscopus nagpurensis (Pruthi) เพลี้ยจั๊กจั่นมะม่วงอินเดีย (Indian mangohopper)
![]()
![]()
![]()
Idioscopus clypealis (Lethierry) เพลี้ยจั๊กจั่นมะม่วงปากดำ
(Black-lipped mangohopper)
![]()
![]()
![]()
Idioscopus niveosparsus (Lethierry) เพลี้ยจั๊กจั่นมะม่วงสิบหน้า
(Ten-faced mangohopper)
![]()
![]()
![]()
Nephotettix virescens (Distant) เพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียวข้าว (Rice greenleafhopper)
![]()
![]()
Nephotettix nigropictus (Stål) เพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียวหน้าผากดำ
![]()
Recilia dorsalis (Ischihara) เพลี้ยจั๊กจั่นลายหยัก (Zigzag-striped leafhopper)
![]()
![]()
![]()
Bothrogonia indistincta (Walker) เพลี้ยจั๊กจั่นแดง (Red leafhopper)
![]()
![]()
Bothrogonia addita (Walker) เพลี้ยจั๊กจั่นแดงมลายู (Orange-ded leafhopper)
![]()
![]()
![]()
Cofana spectra (Distant) เพลี้ยจี๊กจั่นขาว (White leafhopper)
_____________________
เพลี้ยจั๊กจั่น หรือ เพลี้ยจักจั่น เป็นคำเฉพาะที่ใช้ในสาขาวิชากีฏวิทยา ใช้ตามตำราเรียนที่ใช้กันมานานก่อนปี พ.ศ. 2510 สามารถใช้ได้ทั้งสองคำ
Back to Hemipter-Sunorder II Auchenorrhyncha



































































